Username
Password
Home | Contact us | Web link | Site map Webmail
The Royal College Member Webboard Subspecialty Society Journal Hall of Fame เว็บไซต์เดิม
History
Mission
Committee
เว็บบอร์ดสอบถามข้อมูลสำหรับประชาชน
เว็บบอร์ดแพทย์สมาชิก
Doctors and Jobs
Doctors and Shops
ห้องจริยธรรม
Cornea
Glaucoma
Neuro-Oph
OPRC
Pedriatic & Strabismus
Refraction
Retina
SICS
Thai Journal of Ophtnalmology
Thai Journal of Public Heath Ophthalmology
Thammasat Thai Journal of Ophthalmology
  ลงประกาศฟรี
  Best Deals Laptop
  รับทำเว็บไซต์
เว็บบอร์ดสำหรับประชาชน
กิจกรรมราชวิทยาลัยฯ
ข่าวแพทย์ประจำบ้าน
ปรึกษาปัญหากฏหมาย
E-Consultation
ความรู้สำหรับประชาชน
Doctors and Book
Doctors and Shops
Doctors and Jobs
Clinical Practice Guideline
ห้องวีดีโอ
เว็บบอร์ดแพทย์สมาชิก
Doctors and Jobs
Doctors and Shops
ห้องจริยธรรม
ห้องแสดงภาพ

ความรู้สำหรับประชาชน

ความรู้สำหรับประชาชน

ตาขี้เกียจ

ตาขี้เกียจ


  ตาขี้เกียจ (Amblyopia) มาจากคำว่า amblyos ภาษากรีกหมายถึงมืดมัว และคำว่า opia หมายถึง
สายตา amblyos+opia รวมกันจึงหมายความว่า ภาวะสายตามัว ซึ่งอาจเป็นตาข้างเดียวหรือสองข้าง ส่วน
มากมักเป็นตาข้างเดียว โดยไม่พบผิดปกติหรือโรคที่เป็นสาเหตุ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือภาวะตามัวทั้งๆ ที่
ส่วนของตาที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นเป็นปกติดีทุกอย่าง ในภาษาอังกฤษเรียกว่า lazy eye หมายถึง ไม่เป็น
อะไรหรือแม้ว่าจะพบสาเหตุและแก้ไขแล้ว แต่ตาก็ยังมองไม่เห็น

อุบัติการ

  อุบัติการของภาวะนี้ พบได้ในประชากรวัยเด็กที่มีอายุระหว่าง 2-3ปี ถึงร้อยละ 2.0 ถึง 2.5 และจะ
ลดลงไปเรื่อยๆ จนมีอายุ 6-7 ปี

การพัฒนาการเห็น

    เด็กแรกเกิดถึงจะมีดวงตาปกติแล้วแต่ก็ยังมองเห็นไม่ชัดเจนการพัฒนาการมอง เห็นจะเริ่มตั้งแต่เกิด
จนสายตาเห็นชัดเท่าผู้ใหญ่เมื่ออายุประมาณ 6-7 ปี พอเด็กเริ่มลืมตาจะมีแสงสว่างกระทบตาผ่านส่วนต่าง ๆ
ไปถึงจอตา ที่จอตามีเซลล์ประสาทรับรู้การเห็นจะส่งสัญญาณไปยังสมองส่วนรับรู้การเห็นทำ ให้เด็กค่อยๆ
เห็นมากขึ้น ช่วงที่มีการพัฒนาสูงสุดในอายุ 2-3 ปีแรก หากในช่วงนี้มีสิ่งกีดขวางมิให้แสงจากวัตถุไป
กระตุ้นจอตาไม่ว่ามาจากสาเหตุใดก็ตาม จอตาก็จะไม่เกิดการเรียนรู้ นานเข้าก็เลยมิอาจเรียนรู้ แม้เมื่อโตขึ้น
จะมารับการรักษาขจัดสาเหตุตามัวออกไป เด็กก็มิอาจกลับมาเห็นได้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เคยทดลองในแมว
และลิงโดยเย็บหนังตาข้างหนึ่งให้ปิดไว้ตั้งแต่แรกเกิดผลปรากฏว่าตาของแมว และลิงข้างนั้นจะบอด เป็นการ
พิสูจน์ภาวะนี้

  การพัฒนาการเห็นของคนเรานั้นจะสมบูรณ์ที่สุดหรือมีสายตาปกติ ต่อเมื่อตาทั้ง 2 ข้างมองเห็นได้
ชัด การจะเห็นได้ชัดนั้นตาแต่ละข้างต้องมีกำลังหักของแสงจากกระจกตาและแก้วตาได้ สมดุลกับความยาว
ของลูกตา นอกจากนี้ต้องมีตัวกลางที่แสงผ่านเข้าไปในตาใสปกติ นั่นคือไม่มีโรคภายในตา มีจอประสาทตา
และประสาทตาตลอดจนสมองที่รับรู้การเห็นได้ดี การที่ตาของเราจะมีความสามารถสูงสุดในการมองเห็น
ภาพ แม้ว่าขนาดเล็กๆ เป็น 3 มิติได้ ตาทั้ง 2 ข้างจะต้องมีการทำงานประสานกัน

  ภาวะตาขี้เกียจเกิดเฉพาะในเด็กเท่านั้น เพราะเมื่อเกิดการเรียนรู้การเห็นแล้ว หากเมื่อโตขึ้น เกิดมี
โรคทำให้สายตามัวลง เมื่อรักษาโรคนั้นหายแล้วแต่ตาก็คงกลับมาเหมือนเดิม ดังนั้น โรคบางอย่างถ้าเกิดใน
ผู้ใหญ่ยังพอจะรอได้ แต่ถ้าเกิดในเด็กแรกเกิดรอไม่ได้เพราะเด็กจะเกิดภาวะตาขี้เกียจขึ้น

สาเหตุ

1.  ตาเหล่ โดยเฉพาะในเด็กที่เป็นตาข้างเดียวชนิดตาเหล่เข้าใน กล่าวคือ ถ้าตาข้างใดข้างหนึ่งเหล่
เป็นประจำ ตาข้างที่เหล่จะไม่รับรู้การเห็น ทั้งนี้เพราะคนที่ตาเหล่ข้างหนึ่งไม่ว่าจะมองไปทางใด ตาดีจะเห็น
ภาพหนึ่ง ส่วนตาที่เหล่จะเห็นอีกภาพหนึ่งในเวลาเดียวกัน สมองจะเกิดการสับสนว่าภาพใดเป็นภาพที่ถูก
ต้อง จึงต้องมีการกดการมองเห็นในตาข้างหนึ่งเพื่อลบภาพไปภาพหนึ่งซึ่งสมองจะสั่ง การไปยังตาข้างที่เหล่
เมื่อภาพที่เกิดจากตาที่เหล่ถูกกดนานเข้าก็จะไม่รับรู้การเห็นอีกต่อไป สำหรับคนที่ตาเหล่ชนิดผลัดกันเป็นคือ
บางครั้งเป็นตาขวา บางครั้งเป็นตาซ้าย ภาวะเช่นนี้จะไม่เกิดภาวะตาขี้เกียจขึ้น เพราะตาทั้งซ้ายและขวามี
เวลาที่มองเห็นอยู่บ้าง แต่มีข้อเสียตรงที่ตาทั้ง 2 ข้าง ไม่ทำงานร่วมกันคือถ้าตาขวาทำงานตาซ้ายก็จะไม่รับรุ้
การเห็น ถ้าตาซ้ายทำงานตาขวาก็จะไม่เห็น ทำให้การมองเห็นภาพเป็น 3 มิติบกพร่องไป

2.  สายตาที่แตกต่างกันในตา 2 ข้าง อาจจะเป็นสายตาสั้นที่ต่างกันมากในตา 2 ข้าง หรือสายตาข้าง
หนึ่งปกติ อีกข้างสายตาผิดปกติ ตาที่ปกติหรือตาที่สั้นน้อยกว่าจะมองเห็นภาพได้ชัดกว่า ตาที่ไม่ชัดจึงค่อยๆ
ถูกกดและลดบทบาททำให้มองไม่เห็นตลอดไป โดยเฉพาะในคนที่มีสายตายาวต่างกันมากหรือข้างหนึ่งปกติ
อีกข้างหนึ่งสายตายาว เพราะตาข้างที่มีสายตายาวมองภาพ ไม่ชัดทั้งไกลและใกล้ส่วนคนสายตาสั้นยังมีการ
เห็นชัดในกรณีที่ภาพอยู่ใกล้ จึงมีการเรียนรู้การเห็นชัดได้บ้าง จึงเกิดภาวะเช่นนี้น้อยกว่า

3.  สายตาที่ผิดปกติมากๆ ในตาทั้ง 2 ข้าง แม้ทั้ง 2 ข้างจะไม่ต่างกันมาก เช่น สายตาสั้นมาก สายตา
ยาวมาก และสายตาเอียงมาก ผู้ป่วยในกลุ่มนี้อาจเกิดภาวะนี้ได้ในตาทั้ง 2 ข้าง เนื่องจากตามองไม่ชัดทั้ง 2
ข้าง มาตั้งแต่เด็ก เด็กที่สายตาผิดปกติมากๆ และไม่ยอมใส่แว่นนานเข้าหากเกิดภาวะนี้ทำให้แก้ไขได้ยาก

4.  เด็กที่เกิดมาพร้อมกับโรคตาที่ทำให้ตามัว ทำให้ตาข้างนั้นไม่ใช้งาน อาจเรียกว่าตาขี้เกียจ เนื่อง
จากไม่เคยใช้งานมาก่อน เช่น เป็นต้อกระจกแต่กำเนิด กระจกตาเป็นฝ้าขาวในมารดาที่เป็นหัดเยอรมัน
ระหว่างตั้งครรภ์ หนังตาตก ปานแดงขนาดใหญ่ที่หนังตาบนทำให้หนังตาตกหนักห้อยลงมา เป็นต้น ที่เห็น
ชัดได้แก่ โรคต้อกระจก ถ้าเป็นในผู้ใหญ่เมื่อลอกต้อออกก็มองเห็นทันที แต่ถ้าเป็นมาแต่กำเนิดไม่ได้รับการ
รักษาผ่าตัดลอกต้อเมื่ออายุมากขึ้นสายตาจะดีขึ้นไม่มาก หรือในเด็กบางคนที่เกิดมาหนังตาตกหนึ่งข้าง
มารดาไม่ยอมให้ผ่าตัดโดยเห็นว่าลูกยังเล็กและเกรงว่าจะได้รับอันตรายจาก การใช้ยาสลบ มีหลายรายที่เมื่อ
โตขึ้นมารับการผ่าตัดแก้ไขแล้ว ผลปรากฏว่าตาข้างนั้นมีการเห็นน้อยมาก เนื่องจากภาวะนี้

5.  อาจเกิดจากการเป็นโรคตาบางอย่าง ซึ่งได้รับการรักษาโดยวิธีปิดตานานเกินไป ทำให้ตาข้างที่
ถูกปิดเกิดภาวะนี้ขึ้น

6.  เด็กบางคนอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นตาขี้เกียจแต่กำเนิด ซึ่งอาจจะไม่ใช่ภาวะตาขี้เกียจอย่างแท้
จริง เด็กบางคนเกิดมาตามองไม่เห็น เนื่องจากการตรวจทั่วๆ ไป ตรวจไม่พบพยาธิสภาพเมื่อตรวจโดยใช้
เครื่องมือพิเศษจะพบความผิดปกติของเซลล์ประสาทที่รับรู้การเห็น

การวินิจฉัย

  ค่อนข้างจะยุ่งยากเพราะเด็กไม่สามารถบอกได้ว่ามองเห็นหรือไม่ ผู้ปกครองก็ไม่ทราบเพราะเด็กยัง
มีสายตาที่ดีอีกข้างจึงทำอะไรได้เช่นเด็กปกติ การวินิจฉัยคงต้องเริ่มจากการสังเกตตามสาเหตุของการเกิด
ภาวะนี้ เช่นมีประวัติโรคนี้ในครอบครัวหรือมีคนตาเหล่ในครอบครัว หรือมีสายตาผิดปกติที่อาจแสดงออก
โดยชอบหรี่ตาเวลามองและดูอะไรมักจะเข้าไปชิด ตลอดจนมีโรคตาบางอย่าง เช่น หนังตาตก โรคต้อกระจก
เป็นต้น เมื่อสงสัยควรปรึกษาจักษุแพทย์ซึ่งจะมีวิธีทดสอบสายตา แม้ว่าเด็กจะไม่ร่วมมือและให้การตรวจตา
อย่างละเอียด ถ้าพบว่าเด็กมีสายตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง ผิดปกติโดยไม่พบโรคอะไรที่เป็นต้นเหตุ
แพทย์อาจต้องตรวจลักษณะบางอย่างซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของภาวะตาขี้เกียจนี้ เช่น สามารถอ่านอักษรที่
เป็นตัวเดียวได้ ในขณะที่อ่านอักษรแม้ขนาดเท่ากันแต่อยู่เป็นแถวหลายๆ ตัวไม่ได้ หรือเมื่อใช้เครื่องกรอง
แสง ทำให้เด็กภาวะนี้มองเห็นได้ดีขึ้น เป็นต้น ถ้าแน่ใจว่าเด็กเริ่มมีภาวะตาขี้เกียจ แพทย์จะตรวจหาสาเหตุ
ที่เกิดร่วมด้วยที่อาจเป็นได้ดังกล่าวข้างต้น และแก้ไขภาวะต่างๆ ก่อน

การแก้ไขและการป้องกัน

    เมื่อเกิดภาวะตาขี้เกียจขึ้นแล้วต้องเริ่มด้วยการแก้ไขต้นเหตุและตามด้วยการ กระตุ้นให้ตาที่มัวกลับ
มาใช้งาน วิธีที่ง่ายที่สุดคือ การปิดตาข้างที่ดี เพื่อให้ตาข้างที่ไม่ดีทำงานแต่ทางปฏิบัติอาจไม่ง่ายนัก เพราะว่า
เด็กมักจะไม่ยอมให้ทำดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มารดาจะต้องพยายาม หรือแพทย์อาจจะแนะนำให้ใช้ยาหยอดตา
บางชนิด ซึ่งทำให้ตาข้างดีพร่ามัว เพื่อว่าเด็กจะได้ใช้ตาข้างที่ไม่ดีทำงานบ้าง โดยทั่วไปภาวะนี้ต้องรักษาตั้ง
แต่เด็ก หากปล่อยไว้จนอายุถึง 10 ปีค่อยมารักษามักจะไม่ได้ผล

  เพื่อป้องกันภาวะเช่นนี้ควรนำเด็กไปตรวจสายตา สมาคมจักษุแพทย์และกุมารแพทย์แห่งสหรัฐ
อเมริกา แนะนำให้ตรวจตาเด็กเป็นระยะๆ ตั้งแต่แรกคลอด เมื่ออายุ 6 เดือน อายุ 3 ปีหลังจากนั้นควรตรวจ
ทุกๆ ปี หรืออย่างน้อยปีเว้นปี คาดกันว่าในเด็กก่อนวัยเรียน 1 ใน 20 คน จะมีปัญหาทางตา และร้อยละ 2
ปล่อยให้เกิดภาวะตาขี้เกียจซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะเด็กน่าจะมี สายตาที่ดีทั้ง 2 ข้าง แต่กลับต้องเห็น
เพียงข้างเดียว ดังนั้นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จึงมีสายตาที่ด้อยกว่าผู้อื่น เหตุ จำเป็นต้องตรวจวัดสายตาเด็กก่อน
วัยเรียน มีดังนี้

1.  เด็กไม่ทราบว่าการมองเห็นของตนเองด้อยกว่าคนอื่น เพราะเห็นอย่างนั้นมาตั้งแต่เกิด
2.  เด็กเล็กๆ อาจบอกไม่ได้ว่าตนเองมองไม่ค่อยเห็น
3.  เด็กไม่บอกเพราะไม่รู้สึกเจ็บปวด
4.  ปัญหาที่ร้ายแรงทางตาบางอย่างอันจะทำให้ตาสูญเสียการมองเห็น นอกจากไม่เจ็บปวดแล้ว

ยังแลดูเหมือนคนปกติ ไม่น่าเกลียด ยกเว้นรายที่เป็นตาเหล่อย่างชัดเจน

ผลของภาวะสายตามัว

  ภาวะตาขี้เกียจเป็นเหตุของความบกพร่องทางสายตาอย่างหนึ่ง การเอาใจใส่ของผู้ปกครองทำให้
วินิจฉัยได้เร็ว การรักษาก็จะได้ผลดี หากละเลยก็สายเกินแก้ ที่สำคัญก็คือ หากเด็กมีความบกพร่องทางสายตา
ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาเล่าเรียน โดยเฉพาะการอ่าน การเขียนซี่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง และเมื่อมีตา
ข้างหนึ่งขี้เกียจเสียแล้ว คุณภาพการมองเห็นจะด้อยกว่าคนอื่น การเลือกอาชีพที่ต้องใช้สายตาที่ละเอียดย่อม
ทำไม่ได้ เป็นการบั่นทอนศักยภาพของผู้นั้นไป

ปรับปรุงล่าสุด 2 พฤศจิกายน 2549 00:00:00 | เปิดอ่าน 804 ครั้ง
The Royal College | Member | Webboard | Subspecialty Society | Journal | Hall of Frame
Home | Contact us | Web link | Site map | Webmail
©2009 The Royal College of Ophthalmologists of Thailand
10th Floor, Royal Golden Jubilee Building, 2 Soi Soomvijai, Petchaburi Road Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310 Tel : (662) 718-0715-6 Fax : (662) 718-0717