{lift}


                                  

นิพนธ์ต้นฉบับ
ภาวะเลือดออกในช่องตาส่วนหน้าที่เกิดจากอุบัติเหตุ
รายงานผู้ป่วย 100 ราย*
เชี่ยวชาญ วิริยะลัพภะ พ.บ.**

Abstract Traumatic Hyphema
Cheocharn Viriyaluppa, M.D.
Department of Ophthalmology, Prapokklao Hospital, Chantaburi, Thailand.

A prospective study of Traumatic hyphema was carried out in Nakorn Chiengmai Hospital. Chiengmai Thailand, from September 1, 1978 to August 31, 1980 while the author served his residency training in Ophthaimology there. The objectives of this study were to determine the incidences concerning age group, sexes, occupational groups, affected sides of eyes, causes and levels of hyphema, including methods of treatment and their results. The results of study were as follows: Fourty-two per cent of patients were between the age of 11-20 years old with a predilection in male (87 percent). Fourty-eight per cent were students, and fifty-five per cent affected the right eye.
Sling-shot was an important cause of traumatic hyphema, constiuting thirty per cent among the all other miscellaneous causes.
Eighty-nine per cent of the patients came to see the ophthamologist within 1 week, and seventy-two per cent received conservative treatment.
The incidence of total hyphema was fourty-nine per cent, with the overall end result of fourty per cent legal blindness (Visual acuty < 3/60) after treatment.

บทนำ
ภาวะเลือดออกในช่องตาส่วนหน้าที่เกิดจากอุบัติเหตุ (traumatic hyphema) เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในประเทศไทยโรคหนึ่ง พบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในวัยเรียน และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตาบอดได้ถ้าได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องและไม่ทันการณ์ เลือดที่ออกในส่วนหน้า(anterior chamber) ของลูกตาที่มีสาเหตุจากอุบัติเหตุนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการฉีกขาดของหลอดเลือด major circle of iris หรือจากการขาดของ ciliary body ก็ได้ และเลือดที่ออกมานั้นจะถูกดูดซึมกลับไปทางระบบการไหลเวียนของน้ำ aqueous และทางผิวหน้าของม่านตา
ผู้ป่วยที่ได้รับอันตรายและเกิดมีภาวะเลือดออกในช่องตาส่วนหน้า จะมีอาการดังนี้คือ ปวดตา ตาแดง น้ำตาไหล สายตามัว ตรวจตาพบว่ามีเลือดออกในช่องตาส่วนหน้าจำนวนมากหรือน้อย ซึ่งตามรายงานนี้ได้แบ่งเป็น 4 ระดับ

(รูปที่ 1)


รูปที่ 1 แสดงระดับของเลือดในช่องตาส่วนหน้า



การรักษาภาวะเลือดออกในช่องตาส่วนหน้าที่เกิดจากอุบัติเหตุมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ
ก. Conservative treatment
1. นอนนิ่งอยู่บนเตียง โดยยกศีรษะให้สูง 30-40 องศา (absolute bed rest)
2. ปิดตาทั้ง 2 ข้าง (bilateral patching)
3. ให้ยาสงบประสาท เช่น Valium (5 mg) ทานวันละ 3 ครั้ง (sedative)
4. ยาแก้ปวด (analgesices)
5. ให้ยาลดความดันลูกตา ในรายที่มีความดันภายในลูกตาสูงกว่าปกติ (increased intra-ocular pressure เช่น Acetazolamide 30 mg/kg/d. Glycerine โดยให้ทานหรือให้ 20% Manitol โดยให้ทางหลอดเลือดดำ)
ข. Surgical treatment โดยทำ paracentesis ในรายที่ให้ conservative treatment แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมี complications เช่น corneal blood staining และ secondary glaucoma เป็นต้น

วัตถุประสงค์
เืืพื่อศึกษา
1. อุบัติการการเกิด traumatic hyphema ว่าเกิดในกลุ่มอายุ เพศ และอาชีพใด และอุบัติเหตุเกิดกับตาข้างใดมาก
2. สาเหตุของการเกิด traumatic hyphema
3. ระยะเวลาที่ผู้ป่วยมาพบจักษุแพทย์หลังจากได้รับอุบัติเหตุ
4. ระดับของ hyphema ที่เกิด
5. วิธีการรักษาและผลของการรักษา traumatic hyphema

วิธีการ
ในการรวบรวมและศึกษาผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในช่องตาส่วนหน้าที่เกิดจากอุบัติเหตุของโรงพยาบาลนครเชียงใหม่จำนวน 100 ราย โดยวิธีการตั้งวัตถุประสงค์ไว้ก่อนแล้ว จึงเริ่มรวบรวมผู้ป่วยตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2521 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2533 รวมระยะเวลา 2 ปีพอดี ผู้ป่วยที่รวบรวมได้นั้นส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียงในภาคเหนือ เช่น เชียงราย ลำปาง ลำพูน ตาก เป็นต้น


ผลการศึกษา


ได้รวบรวมผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุที่ตาจำนวน 100 รายเกี่ยวกับอุบัติการของ traumatic hyphema ในหัวเรื่องต่าง ๆที่กล่าวแล้วข้างต้น ดังแสดงไว้ในตารางที่ 1-9


วิจารณ์

ผลจากการรวบรวม traumatic hyphema จำนวน 100 ราย (ตารางที่ 1-9) แปลผลได้ดังนี้ คือ
Traumatic hyphema เกิดขึ้นเป็นส่วนใหญ่ใน
1. เด็กนักเรียนเพศชาย อายุต่ำกว่า 20 ปี
2. เกิดจากสาเหตุเล่นหนังสติ๊ก (sling shot) และวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว (projectile objects) มากที่สุด ส่วนน้อยเกิดจากแรงระเบิด (blast injury) และอุบัติเหตุทางรถยนต์ (car accident)

ตารางที่ 1 อายุ

อายุ
จำนวนที่ได้รับอุบัติเหตุ
ต่ำกว่า 10 ปี
25
11-20 ปี
42
21-30 ปี
18
31-40 ปี
5
41-50 ปี
5
51-60 ปี
4
มากกว่า 60 ปี
1
รวม
100


ตารางที่ 2 เพศ

เพศ
จำนวนที่ได้รับอุบัติเหตุ
ชาย
87
หญิง
13
รวม
100


ตารางที่ 3 อาชีพ

อาชีพ
จำนวนที่ได้รับอุบัติเหตุ
นักเรียน นักศึกษา
48
ในปกครอง (เด็กเล็กยังไม่เข้าเรียน)
6
ทำนา ทำสวน
22
รับจ้าง
8
รับราชการ
4
อื่น ๆ (ค้าขาย สมณะเพศ งานบ้าน ฯลฯ)
12
รวม
100


ตารางที่ 4 ตา (ซ้ายหรือขวา)

ตา
จำนวนที่ได้รับอุบัติเหตุ
ซ้าย (LE)
44
ขวา (RE)
55
ซ้าย + ขวา (BE)
1
รวม
100


ตารางที่ 5 สาเหตุของเลือดออกในช่องตาส่วนหน้าจากอุบัติเหตุ

สาเหตุ
จำนวนที่ได้รับอุบัติเหตุ
หนังสติ๊ก (sling shot)
30
ไม้ดีดตา
14
กีฬา (ฟุตบอลล์ กอล์ฟ แบดมินตัน เทนนิส)
11
เศษหิน
10
ถูกชก
8
เศษโลหะ
6
บ้องไฟ พลุ ปืนแก๊ป ระเบิด (blast injury)
5
อุบัติเหตุจากรถยนต์ (car accident)
4
อื่น ๆ (เชือกฟาดตา ถูกปาด้วยลูกผลไม้ บ้องตบโพละ)
12
รวม
100


ตารางที่ 6 ระยะเวลาที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์หลังจากได้รับอุบัติเหต

ผู้ป่วยมาพบแพทย์หลังจากได้รับอุบัติเหตุ
จำนวนที่ได้รับอุบัติเหตุ
ภายใน 24 ชั่วโมง (ทันที)
16
1-3 วัน
38
4-7 วัน
35
8-14 วัน
9
>14 วัน
2
รวม
100

3. เกิดกับตาข้างซ้ายและขวาใกล้เคียงกันโดยประมาณ โดยเกิดกับตาขวามากกว่าตาซ้ายเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้อาจเนื่องจากความถนัดที่ใช้ตาขวามากกว่าตาซ้ายก็เป็นได้
4. ผู้ป่วยจะมาพบจักษุแพทย์ภายใน 1 สัปดาห์ หลังจากได้รับอุบัติเหตุ
5. อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับตานั้นค่อนข้างรุนแรง จนเกิด total hyphema เป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะคนไทยเรามีความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความประมาท ระมัดระวังน้อย และการป้องกันตาของตนยังไม่ดีพอเมื่อเทียบกับชาวต่างประเทศที่เจริญแล้ว ดังจะได้กล่าวต่อไป
6. การรักษานั้นจะเริ่มด้วยการให้ conservative treatment เป็นส่วนใหญ่ โดยให้ symptomatic and supportive treatments ก่อน ส่วน surgical treatment นั้นจะกระทำก็ต่อเมื่อ conservative treatment ไม่ได้ผล หรือเกิด complication ของ hyphema เป็นต้นว่า
6.1 Intra-ocular pressure สูงมากหลังจากให้ conservative treatment แล้วยังไม่ได้ผล
6.2 Total hyphema อยู่นานเกิน 5 วัน

ตารางที่ 7 ระดับของเลือดในช่องตาส่วนหน้า

ระดับของเลือดในช่องตาส่วนหน้า
จำนวนที่ได้รับอุบัติเหตุ
1/4 หรือน้อยกว่า
34
2/4
12
3/4
5
4/4 (ทั้งหมด)
49
รวม
100

ตารางที่ 8 วิธีการรักษา

วิธีการรักษา
จำนวนที่ได้รับอุบัติเหตุ
Conservative treatment
72
Surgical treatment
28
รวม
100

* Surgical มากกว่า 1 ครั้ง มีอยู่ 3 ราย

ตารางที่ 9 ผลการรักษา

ก่อนการรักษา
หลังการรักษา
Visual acuity
จำนวนผู้ได้รับอุบัติเหตุ
Visual acuity
จำนวนผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุ
3/60 หรือน้อยกว่า
76
3/60 หรือน้อยกว่า
40
มากกว่า 3/60
15
มากกว่า 3/60
49
ไม่ได้วัดหรือวัดไม่ได้
9
ไม่ได้วัดหรือวัดไม่ได้
11

6.3 เริ่มมี blood staining cornea หรือมี secondary glaucoma เป็นต้น
7. ผลการรักษานั้นค่อนข้างดีถ้าผู้ป่วย response ดีต่อ conservative treatment ส่วนผลของ surgical treatment นั้นก็ได้ผลดีรองลงมา พบว่าผุ้ป่วยตาบอด (legal blindness) มี VA น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3/60 ประมาณร้อยละ 40 เป็นที่น่าสังเกตว่า traumatic hyphema นั้นเป็นสาเหตุใหญ่อันหนึ่งที่ทำให้คนตาบอดได้
ส่วนในกลุ่มที่วัด VA ไม่ได้หรือไม่ได้วัดก่อนและหลังการรักษานั้น พบในกลุ่มที่ผู้ป่วยเป็นเด็ก ไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจ และในกลุ่มของผู้ป่วยที่ขาดการติดตามผลการรักษา
เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติต่างประเทศ พบว่า traumatic hyphema พบมากในกลุ่ม
1. เด็กอายุโดยเฉลี่ย 15.9 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับรายงานนี้
2. พบในชายมากกว่าหญิง ซึ่งใกล้เคียงกับรายงานนี้
3. สาเหตุจากวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว (projectile) ซึ่งใกล้เคียงกับรายงานนี้
4. ระดับของเลือดในช่องตา พบ total hyphema น้อย ซึ่งตรงข้ามกับรายงานนี้ ดังได้วิจารณ์ไว้แล้วข้างต้น

น้อยกว่า 1/3
ประมาณร้อยละ 58
1/3-1/2
ประมาณร้อยละ 20
1/2-น้อยกว่า 4/4
ประมาณร้อยละ 14
4/4 (ทั้งหมด)
ประมาณร้อยละ 8


จากผลของการรวบรวมรายงานผู้ป่วยจำนวน 100 รายนี้จะสามารถบ่งชี้ให้เห็นว่า แม้ว่า traumatic hyphema จะเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุธรรมดาทั่ว ๆ ไป โรคหนึ่ง แต่สามารถทำให้ผู้ป่วยตาบอดได้ แม้ว่าจะเป็นอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นกับตาเท่านั้น การให้การศึกษาถึง วิธีการป้องกันอุบัติเหตุต่อตานั้น จะเป็นวิธีการหนึ่งที่ป้องกันตาบอดได้เป็นอย่างดี เป็นต้นว่า สอนให้เด็กรู้ถึงวิธีการยิงหนังสติ๊กให้ถูกต้อง สอนให้รู้ถึงอันตรายของหนังสติ๊กแล้วห้ามบุตรหลานของตนให้งดการเล่นหนังสติ๊ก เป็นต้น และผุ้ป่วยควรมาพบแพทย์ทันทีที่ได้รับอุบัติเหตุทางตา นอกจากนั้นแพทย์ที่ได้รับผู้ป่วย traumatic hyphema ควรจำเป็นต้อง รับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาลทุกราย แม้ว่าจะเป็น micro-hyphema และควรให้ผู้ป่วยนอนนิ่ง ๆ (absolute bed rest) และปิดตาทั้ง 2 ข้างก่อนที่จะส่งให้จักษุแพทย์รักษาต่อ ทั้งนี้เนื่องจากถ้าผู้ป่วยไม่ได้พักผ่อนนอนนิ่ง ๆ แล้วจะทำให้เกิดเลือดออกในช่องตาส่วนหน้าครั้งที่ 2 (secondary bleeding) ซึ่งจะรุนแรงกว่าเลือดออกในช่องตาส่วนหน้าในครั้งแรกและทำให้การรักษาไม่ได้ผล เป็นผลให้ผู้ป่วยสายตาเสียหรือตาบอดได้

สรุป


ผู้รายงานได้ศึกษาผู้ป่วยที่มีเลือดออกในช่องตาส่วนหน้าจากอุบัติเหตุจำนวน 100 ราย ใช้ระยะเวลารวบรวม 2 ปีนั้น พบว่าโรคนี้เกิดในผู้ป่วยที่มีอายุ 11-20 ปี มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 42 เกิดในเพศชายร้อยละ 87 เป็นนักเรียน-นักศึกษาร้อยละ 48 เกิดขึ้นกับตาขวาร้อยละ 55 มีสาเหตุจากลูกดิน ลูกหิน หรือการใช้ยางหนังสติ๊ก (sling shot) มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 30 ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์หลังจากได้รับอุบัติเหตุตั้งแต่ 1-3 วันร้อยละ 38 และระยะเวลา 4-7 วันร้อยละ 35 หรือมาพบแพทย์ภายใน 1 สัปดาห์คิดเป็นร้อยละ 89 ความรุนแรงและปริมาณของเลือดในช่องตาส่วนหน้าที่ได้รับอุบัติเหตุเป็นชนิด total hyphema (4/4) มากที่สุดร้อยละ 49 ส่วนใหญ่จักษุแพทย์ให้การรักษาผู้ป่วยแบบ conservative treatment ร้อยละ 72 ของผู้ป่วยทั้งหมด หลังจากการรักษาแล้วพบว่าผู้ป่วยมีตาบอดตามกฎหมาย (legal blindness) จากภาวะเลือดออกในช่องตาส่วนหน้าที่เกิดจากอุบัติเหตุสูงถึงร้อยละ 40

กิติกรรมประกาศ
ผู้รายงานขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์นายแพทย์ทองท้วม มหาสุวรรณ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ ที่ได้กรุณาอนุญาตให้เสนอรายงานนี้ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรพงษ์ ดวงรัตน์ และจักษุแพทย์โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ ที่กรุณาให้ความร่วมมือสนับสนุนในการรวบรวมรายงานนี้

เอกสารอ้างอิง

1. เอนก เพฑวนิช. จักษุวิทยาในเวชปฏิบัติทั่วไป. กรุงเทพฯ: โครงการตำราศิริราช 2523:49-50.
2. สัญญา ปิลกศิริ. จักษุวิทยาพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช 2522:220-1.
3. Scheie HG, Albert DM. Adler's textbook of ophthalmology. Philadelphia: WB Saunders, 1979:569-70.
4. สุรพงษ์ ดวงรัตน์. จักษุวิทยา 501. เชียงใหม่ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2523:108.
5. Thomas D. Duane. Clinical ophthalmology vol. 4 New York: Harper&Row, 1980;61:5-12.